เคยรู้สึกว่างานมีมากมาย จนรู้สึกว่า Work-Life Balance ไม่มีอยู่จริงไหมครับ?
ทั้งๆ ที่ไม่ได้อู้งานนะ แถมยังรู้สึกว่าทั้งวันมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด แต่กลับไม่รู้ว่าทำอะไรไปบ้าง แล้วก็รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอเลย จนบางทีก็เหนื่อยล้าสะสม จนชีวิตมีแต่ เวิร์ดไร้บาลานซ์
วันนี้เรามีเทคนิคจัดการเวลาแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ แถมช่วยให้ชีวิตเป็นระเบียบ และได้เวลาคืนกลับมาอีกเยอะเลย!
- ลองใช้หลัก 20:80 หรือ Pareto Principle
หลักง่ายๆ ที่บอกว่า “แค่ 20% ของสิ่งที่เราทำ ก็ให้ผลลัพธ์ถึง 80%” ถ้ารู้แบบนี้แล้วเราก็แค่โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ก็พอ เช่น ในงานประจำวันของเราถ้าการเช็คอีเมลหรือประชุมเป็นสิ่งที่ใช้เวลาเยอะแต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรมาก ลองตัดเวลาส่วนนั้นลง แล้วหันไปโฟกัสกับงานที่สำคัญจริงๆ ดู - สร้าง Check List หรือ To-do List
วิธีสุดคลาสสิกที่ช่วยให้เราไม่พลาดสิ่งที่ต้องทำ ลองทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วจัดลำดับก่อน-หลัง อาจจะเริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ก่อนเพื่อให้รู้สึกว่ามีอะไรสำเร็จไปบ้าง เช่น เริ่มจาก “เขียนรายงาน 1 หน้า” หรือ “ตอบอีเมลสำคัญ” แล้วค่อยขยับไปทำงานใหญ่ ข้อดีคือพอเราทำไปทีละอย่าง เราจะเห็นความคืบหน้าและรู้สึกว่าทุกอย่างอยู่ในความควบคุม แถมในทางประสาทวิทยา Neuroscience ยังบอกไว้ว่า ความสำเร็จจากงานเล็กๆ แต่ละตัว จะทำให้สมองหลั่งสารโดปามมีน หรือ สารแห่งความสุขจนเสมือนการให้รางวัลทางบวก และกระตุ้นให้เรามีแรงจูงใจในการทำงานอื่นๆ ด้วยนะครับ - การโฟกัสเรื่องเดียว (Single Tasking)
หลายคนอาจจะคิดว่าการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน (Multitasking) ช่วยประหยัดเวลา แต่จริงๆ แล้วกลับทำให้เราสับสนและอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ลองตั้งเป้าหมายว่าชั่วโมงนี้จะทำแค่ “เขียนรายงาน” ให้เสร็จ แล้วปิดทุกอย่างที่อาจรบกวน เช่น โซเชียลหรืออีเมล เพื่อให้เราได้โฟกัสกับงานเพียงเรื่องเดียว แบบนี้จะได้งานที่มีคุณภาพกว่าเดิมแน่นอน - การปฏิเสธให้เป็น (Learn to Say No)
บางทีการที่เรารับงานหรือภาระต่างๆ มากเกินไป ก็ทำให้เวลาของเราไม่พอไปโดยปริยาย ดังนั้นลองฝึกที่จะปฏิเสธแบบสุภาพ เช่น ถ้ามีคนขอให้ช่วยงานในเวลาที่เรายุ่ง ลองบอกไปว่า “อาจต้องรออีกสักพักได้ไหม?” หรือ “ตอนนี้ขอจัดการงานสำคัญก่อนนะ” การปฏิเสธแบบนี้ช่วยให้เรามีเวลาจัดการสิ่งสำคัญที่อยู่ในมือได้ดีขึ้น - ใช้เทคนิค Pomodoro
Pomodoro เป็นการทำงานเป็นช่วงๆ แล้วมีพักสั้นๆ เช่น ทำงาน 25 นาทีแล้วพัก 5 นาที เป็นเทคนิคที่ช่วยให้สมองได้พักและรีเฟรชตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป เหมาะมากกับงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น อ่านหนังสือ ทำโปรเจกต์ หรืองานเขียน พอทำได้ซัก 4 รอบ ก็พักยาวซัก 15-20 นาที ช่วยให้สมองสดใสและโฟกัสได้ดีขึ้นเยอะ - การปิด Notification มือถือ
การแจ้งเตือนต่างๆ จากมือถือไม่ว่าจะเป็นอีเมล ข้อความ หรือโซเชียลต่างๆ มักจะทำให้เราเสียสมาธิไปโดยไม่รู้ตัว ลองปิดการแจ้งเตือนในช่วงที่ต้องการสมาธิ หรือถ้าจะให้ดีก็เปิด “โหมดห้ามรบกวน” ไปเลย เพื่อให้เราสามารถโฟกัสกับงานได้เต็มที่ วิธีนี้จะช่วยลดการถูกรบกวนและทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น
การจัดการเวลาไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากลองทำทีละเทคนิค แล้วเลือกสิ่งที่เข้ากับสไตล์การทำงานของเรา เท่านี้ก็ช่วยให้เราใช้เวลาได้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้แก้ปัญหา Work-Life Balance ได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ รู้สึกกว่าบริหารจัดการบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเองได้บ้าง ดีกว่ารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออกจนเกิด Burnout ครับ

M.A. Industrial and Organizational Psychology, Thammasat University
Background: Human Development Consultant, Startup Co-Founder, Facilitator, Content Creator, Learning & Development Manager (FMCG/Property)
Expertise: Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change, Trait & Personality, Visual Thinking




