6 เทคนิค พิชิต Work ไร้ Balance

,
ส่งต่อความรู้นี้ให้เพื่อนของคุณ

เคยรู้สึกว่างานมีมากมาย จนรู้สึกว่า Work-Life Balance ไม่มีอยู่จริงไหมครับ?

ทั้งๆ ที่ไม่ได้อู้งานนะ แถมยังรู้สึกว่าทั้งวันมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด แต่กลับไม่รู้ว่าทำอะไรไปบ้าง แล้วก็รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอเลย จนบางทีก็เหนื่อยล้าสะสม จนชีวิตมีแต่ เวิร์ดไร้บาลานซ์

วันนี้เรามีเทคนิคจัดการเวลาแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ แถมช่วยให้ชีวิตเป็นระเบียบ และได้เวลาคืนกลับมาอีกเยอะเลย!

  1. ลองใช้หลัก 20:80 หรือ Pareto Principle
    หลักง่ายๆ ที่บอกว่า “แค่ 20% ของสิ่งที่เราทำ ก็ให้ผลลัพธ์ถึง 80%” ถ้ารู้แบบนี้แล้วเราก็แค่โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ก็พอ เช่น ในงานประจำวันของเราถ้าการเช็คอีเมลหรือประชุมเป็นสิ่งที่ใช้เวลาเยอะแต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรมาก ลองตัดเวลาส่วนนั้นลง แล้วหันไปโฟกัสกับงานที่สำคัญจริงๆ ดู
  2. สร้าง Check List หรือ To-do List
    วิธีสุดคลาสสิกที่ช่วยให้เราไม่พลาดสิ่งที่ต้องทำ ลองทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วจัดลำดับก่อน-หลัง อาจจะเริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ก่อนเพื่อให้รู้สึกว่ามีอะไรสำเร็จไปบ้าง เช่น เริ่มจาก “เขียนรายงาน 1 หน้า” หรือ “ตอบอีเมลสำคัญ” แล้วค่อยขยับไปทำงานใหญ่ ข้อดีคือพอเราทำไปทีละอย่าง เราจะเห็นความคืบหน้าและรู้สึกว่าทุกอย่างอยู่ในความควบคุม แถมในทางประสาทวิทยา Neuroscience ยังบอกไว้ว่า ความสำเร็จจากงานเล็กๆ แต่ละตัว จะทำให้สมองหลั่งสารโดปามมีน หรือ สารแห่งความสุขจนเสมือนการให้รางวัลทางบวก และกระตุ้นให้เรามีแรงจูงใจในการทำงานอื่นๆ ด้วยนะครับ
  3. การโฟกัสเรื่องเดียว (Single Tasking)
    หลายคนอาจจะคิดว่าการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน (Multitasking) ช่วยประหยัดเวลา แต่จริงๆ แล้วกลับทำให้เราสับสนและอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ลองตั้งเป้าหมายว่าชั่วโมงนี้จะทำแค่ “เขียนรายงาน” ให้เสร็จ แล้วปิดทุกอย่างที่อาจรบกวน เช่น โซเชียลหรืออีเมล เพื่อให้เราได้โฟกัสกับงานเพียงเรื่องเดียว แบบนี้จะได้งานที่มีคุณภาพกว่าเดิมแน่นอน
  4. การปฏิเสธให้เป็น (Learn to Say No)
    บางทีการที่เรารับงานหรือภาระต่างๆ มากเกินไป ก็ทำให้เวลาของเราไม่พอไปโดยปริยาย ดังนั้นลองฝึกที่จะปฏิเสธแบบสุภาพ เช่น ถ้ามีคนขอให้ช่วยงานในเวลาที่เรายุ่ง ลองบอกไปว่า “อาจต้องรออีกสักพักได้ไหม?” หรือ “ตอนนี้ขอจัดการงานสำคัญก่อนนะ” การปฏิเสธแบบนี้ช่วยให้เรามีเวลาจัดการสิ่งสำคัญที่อยู่ในมือได้ดีขึ้น
  5. ใช้เทคนิค Pomodoro
    Pomodoro เป็นการทำงานเป็นช่วงๆ แล้วมีพักสั้นๆ เช่น ทำงาน 25 นาทีแล้วพัก 5 นาที เป็นเทคนิคที่ช่วยให้สมองได้พักและรีเฟรชตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป เหมาะมากกับงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น อ่านหนังสือ ทำโปรเจกต์ หรืองานเขียน พอทำได้ซัก 4 รอบ ก็พักยาวซัก 15-20 นาที ช่วยให้สมองสดใสและโฟกัสได้ดีขึ้นเยอะ
  6. การปิด Notification มือถือ
    การแจ้งเตือนต่างๆ จากมือถือไม่ว่าจะเป็นอีเมล ข้อความ หรือโซเชียลต่างๆ มักจะทำให้เราเสียสมาธิไปโดยไม่รู้ตัว ลองปิดการแจ้งเตือนในช่วงที่ต้องการสมาธิ หรือถ้าจะให้ดีก็เปิด “โหมดห้ามรบกวน” ไปเลย เพื่อให้เราสามารถโฟกัสกับงานได้เต็มที่ วิธีนี้จะช่วยลดการถูกรบกวนและทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น

การจัดการเวลาไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากลองทำทีละเทคนิค แล้วเลือกสิ่งที่เข้ากับสไตล์การทำงานของเรา เท่านี้ก็ช่วยให้เราใช้เวลาได้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้แก้ปัญหา Work-Life Balance ได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ รู้สึกกว่าบริหารจัดการบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเองได้บ้าง ดีกว่ารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออกจนเกิด Burnout ครับ

ส่งต่อความรู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
Popular Posts
  • จะทำมันไปทำไม? ถามไปแล้วได้อะไร
    “จะทำมันไปทำไม?” คำถามนี้ เมื่อออกจากปากคู่สนทนา ฟังแล้วก็แนวกวนบาทาไม่เบา หรือ จะเอามาถามตัวเอง ก็รู้สึกบั่นทอน จนท้อแท้ เหมือนไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่มันมีประโยชน์ตรงไหน แต่บุคคลที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก กลับตั้งคำถาม “จะทำมันไปทำไม?” ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาถามด้วยซ้ำ เป็นเพราะว่า…
  • ปัญหาใดๆ สามารถแก้ได้ 3 คำตอบ
    ขึ้นชื่อว่าปัญหา คงไม่อยากมีใครอยากต้องเผชิญ ทว่า เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ จนเกิดผลกระทบตามมา เราเลยเจอ “ปัญหา” อย่างไม่มีทางเลือกครับ ซึ่งโดยทั่วไป แนวทางการแก้ไขปัญหา… Read more: ปัญหาใดๆ สามารถแก้ได้ 3 คำตอบ
  • คอลัมน์กรุงเทพธุรกิจ (6 มิ.ย. 68) ความเชื่อ คือ หางเสือของการกระทำ
    ความคิดที่เรายอมรับว่าเป็นความจริง จะมีผลอย่างยิ่งต่อการรับรู้ ความรู้สึก การตัดสินใจ และพฤติกรรมในการทำงานครับ แต่หากไม่เหมาะกับบริบทที่เปลี่ยนไป หรือมองข้ามข้อเท็จจริงบางอย่าง ก็อาจส่งผลต่อทั้งคุณภาพงานและคุณภาพชีวิตของตนเองและผู้ที่ทำงานร่วมกันได้ครับ ที่พบบ่อยๆ เช่น การทำงานหนักไม่ทำให้ใครตาย จึงทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรือ นำทีมแบบไม่ให้พักให้ผ่อน