

การเติบโตพัฒนา และความสำเร็จทั้งกับตัวพนักงานและองค์กรอีกด้วย! ความเครียด ที่ว่านั้นต้องเป็นแบบสร้างสรรค์ หรือ ที่เรียกว่า Eustress ที่ออกมาในระยะเวลาที่เหมาะสม มีแอร์ไทม์กำลังดี ไม่มีซีนที่มากจนเกินไป จึงจะเป็นสารตั้งต้นที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาของมนุษย์เรา ซึ่งกลไกแบบย่อๆ คือ เมื่อคนเราเริ่มเครียด สารสื่อประสาทหลายตัวจะทำงานประสานกัน ในระดับที่เหมาะสม ความเครียดแบบ Eustress นี้ จะทำให้การทำงานของสมองส่วนต่างๆ มีพลังงาน ความตื่นตัว และความกระตือรือร้น
อ่านบทความเต็มในรูปแบบ Online ได้ที่ https://www.bangkokbiznews.com/health/labour/1170039
อ่านเวอร์ชั่นยาวที่นี่
ความเครียด คือ สิ่งที่ไม่ดี และมักถูกพูดถึงโดยทั่วไปว่าเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความเจ็บป่วยในรูปแบบต่างๆ ด้านร่างกาย เช่น ไมเกรน โรคกระเพาะ ความดัน ฯลฯ ส่วนด้านจิตใจ ความเครียดทำให้วิตกกังวล ซึมเศร้า ความจำแย่ และการตัดสินใจพร่องลง จึงส่งผลต่อการทำงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ความเครียดจึงมักรับบทผู้ร้าย จนหลายคนพยายามทำตัวเป็น “เพชฌฆาตความเครียด” เพราะอยากให้เกิด “คุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน” เพราะไม่รู้ว่า…
อันที่จริง ความเครียดเอง ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำงาน โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เกิดผลงาน การเติบโตพัฒนา และความสำเร็จทั้งกับตัวพนักงานและองค์กรอีกด้วย!
ข้อแม้เพียงอย่างเดียว ก็คือ ความเครียดนั้นต้องเป็นแบบสร้างสรรค์ หรือ ที่เรียกว่า Eustress นะครับ
Eustress เป็นความเครียดตัวเดียวกันเป๊ะๆ เพียงแต่ว่า รับบทเป็นพระเอกได้ เพราะเงื่อนไขที่ต่างออกไปเล็กน้อย นั่นคือ มีระยะเวลาที่เหมาะสม แอร์ไทม์กำลังดี จึงช่วยขับเคลื่อนพฤติกรรมการเรียนรู้และพัฒนาของมนุษย์เราได้ กลไกแบบย่อๆ คือ
เมื่อคนเราเริ่มเครียด สารสื่อประสาทหลายตัวจะทำงานประสานกันในระดับที่เหมาะสม จึงช่วยให้การทำงานของสมองส่วนต่างๆ มีพลังงาน ตื่นตัว และเกิดความกระตือรือร้น
สมองส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น จึงช่วยเพิ่มสมาธิ ความจดจ่อ และประสิทธิภาพในการทำงานได้ และเมื่อมีความท้าทายในระดับที่เหมาะสม ก็จะช่วยกระตุ้นให้คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาด้วย
ระบบให้รางวัลในสมองทำงาน การหลั่งโดปามีนซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจ จะทำให้เรามองความท้าทายเป็นโอกาสมากกว่าเป็นภัยคุกคาม จึงทำให้รู้สึกตื่นเต้น มีพลัง กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความรู้สึกสำเร็จและภาคภูมิใจ
การสร้างวงจรประสาทใหม่เกิดขึ้น เมื่อทำสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลไกการได้รับรางวัล ข้างต้นแล้ว สมองจะมีการเชื่อมโยงวงจรประสาทใหม่ (Neuroplasticity) ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่อไป
ดังนั้น สิ่งที่ต้องระวัง คือ อย่าปล่อยให้เครียดต่อเนื่องนานเกินไป เพราะความเครียดที่ดีนั้น จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สร้างกลายร่างเป็นผู้ทำลายล้าง จนเปลี่ยนชื่อเป็นความเครียดแบบ Distress ทันที จากนั้นก็จะเริ่มยุทธการบั่นทอนสุขภาพกายและใจคนทำงาน จนเป็นจุดเริ่มของหายนะทางสุขภาพต่างๆ ในที่สุด
นอกเหนือจากความเจ็บป่วย ผลต่อประสิทธิภาพการทำงานแบบตรงๆ คือ ระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ที่ล้นเกินจนชุ่มฉ่ำ ทำให้เกิดการรบกวนการทำงานงานสมองส่วนหน้า และการหมุนเวียนของเลือดเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ เพื่อเตรียมรับภัยคุกคาม แต่ความที่มากเกินพอดี จึงทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เกิดความกลัว ความวิตกกังวลที่ไม่จำเป็น และ มีความจำที่ย่ำแย่ลง จากการที่สมองบางส่วนถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งของคนทำงานที่หมดไฟ ซึมเศร้า จึงเกิดจากความเครียดตัวนี้อย่างเรื้อรัง นั่นเองครับ
ดังนั้น การบริหารความเครียดให้ได้ดี จึงเริ่มจากการมองว่า ความเครียดไม่ได้เป็นภัยที่ต้องกำจัดเสมอไป แต่เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ด้วย แล้วสร้างระดับของความเครียดเชิงบวก (Eustress) ในทีม เพื่อไม่ให้เกิด Comfort Zone เกินไป จนมีวัฒนธรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงความท้าทาย และ ต้องดูแลบรรยากาศในทีม ไม่ให้เกิด ความเครียดเชิงลบ (Distress) ที่เรื้อรัง จนร่างคนทำงานพังแบบซ่อมไม่ได้ ซึ่งแนวทางที่ผู้นำทีมสามารถทำได้ก็คือ
- หมั่นสังเกตถึงสัญญาณเตือนของความเครียดเชิงลบของคนในทีม เช่น อารมณ์แปรปรวน หรือประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง
- บริหารงานเพื่อสร้างความท้าทายให้เหมาะสม เช่น การมอบอำนาจตัดสินใน กำหนดเป้าหมาย หรือ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้
- จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ให้ทีมมีเครื่องมือ เวลา และการสนับสนุนที่จำเป็นในการทำงาน
- สร้างสมดุลระหว่างงานเร่งด่วนและงานปกติ หลีกเลี่ยงการทำงานในโหมดวิกฤตตลอดเวลา
- เสริมทักษะการจัดการความเครียด ให้ตัวเองและพนักงานได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการความเครียด เช่น การฝึกสติ การออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมศิลปะต่างๆ ทางบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ อย่าง Mckinsey เอง ยังแนะนำว่า หัวหน้าแห่งอนาคต ต้องมีโหมดขำขันได้ (Levity) เพราะจะช่วยผ่อนคลาย และสร้างกำลังใจให้ทีมงานได้มาก ในยุคที่สถานการณ์วิกฤตรุมเร้าแบบทุกวันนี้
- ส่งเสริมให้พนักงานมีเวลาพักและฟื้นฟูพลังงานบ้าง
ข้อสุดท้ายนี้ สำคัญและท้าทายมาก เพราะผู้นำหลายคนก็ไม่เชื่อในแนวคิดของ Work Life Balance เลย แต่ผมก็จะบอกว่า ไม่ว่าจะอย่างไร กลไกทางชีวภาพของร่างกายคนเรานั้น ทำงานซื่อตรงเสมอครับ
ลองนึกแบบนี้ก็ได้ครับว่า เครื่องจักรที่แข็งแกร่ง ก็ยังต้องการช่วงเวลาบำรุงรักษา คนเราที่บอบบางกว่า แถมยังมีชีวิตจิตใจ และความอ่อนไหว ก็ควรต้องการการฟื้นฟูและดูแลกายบำรุงใจบ้าง ไม่ใช่หรือ?
การดูแลความเครียดของคนในองค์กรนั้น ผู้นำจึงต้องเป็น “เพชฌฆาตความเครียดที่ลงดาบ เฉพาะความเครียดที่เป็นภัย และทำร้ายคนขององค์กรเราเท่านั้น” ส่วน ความเครียดที่ดี ก็ปล่อยให้อยู่กับทีมไว้เถอะครับ เพราะธรรมชาติของคน ก็ต้องการแรงขับเคลื่อน เพื่อผลักให้งานเดินหน้าด้วยเช่นกัน

M.A. Industrial and Organizational Psychology, Thammasat University
Background: Human Development Consultant, Startup Co-Founder, Facilitator, Content Creator, Learning & Development Manager (FMCG/Property)
Expertise: Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change, Trait & Personality, Visual Thinking




